ดนตรีนิเวศ Ecomusicology

ช่วงนี้กระแสน้องเนเน่ฟรีเว่อร์ ในฐานะคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ก็นึกถึงบทเพลงทางด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมา กับคำถามในใจที่ลึกลงไปว่า มันมีวิวัฒนาการเหมือนร็อคแอนด์โรลล์ ฯ ไหม..ไม่เคยผ่านหูผ่านตาเลย นอกจากที่เคยสัมผัสด้วยตนเองในเพลงพื้นบ้านตะวันและตะวันออก ที่สื่อถึงจิตวิญญาณชาติพันธุ์และธรรมชาติ

โดยบทเพลงเหล่านี้จะผสานเสียงดนตรีพื้นบ้านกับเสียงธรรมชาติเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย อย่างเพลงของ Nawang khechog, R. Carlos Nakai , เพลงของ Peter Buffett เป็น Folk และ World Music ที่สะท้อนวัฒนธรรมชนพื้นเมืองอเมริกัน ฯ แบบนี้ หรือเพลงของ Richard "Blackhawk" Kapusta. ฯ เป็นต้น ก็เลยไปค้นมาเล่าต่อครับ

เขาบอกว่า พัฒนาการของนิเวศดนตรีวิทยาในระดับสากล มีรากฐานมาจากแนวคิดนิเวศวิทยาทางเสียง (Acoustic Ecology) ในช่วงทศวรรษ 1970 โดย R. Murray Schafer คีตกวีและนักคิดชาวแคนาดา ได้เสนอแนวคิดเรื่อง "ภูมิทัศน์เสียง" (Soundscape)

ในผลงานเล่มสำคัญ The Tuning of the World (1977) โดยชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศธรรมชาติประกอบด้วยเสียงของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต หากแต่การขยายตัวของสังคมอุตสาหกรรมได้สร้างมลพิษทางเสียงเข้ามารบกวนความสมดุลดังกล่าว

ต่อมาในทศวรรษ 2000 นักวิชาการ อาทิ Aaron S. Allen, Kevin Dawe และ Jeff Todd Titon ได้ต่อยอดแนวคิดนี้สู่ขอบเขตวิชาการ Ecomusicology โดยมุ่งเน้นศึกษาทั้งในมิติทางสุนทรียศาสตร์และสัญลักษณ์ มิติทางวัสดุศาสตร์ของเครื่องดนตรี และมิติทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับมรดกทางดนตรีของชุมชน

สำหรับประเทศไทย พัฒนาการของดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อมปรากฏชัดทั้งในบริบทภูมิปัญญาพื้นถิ่นและการเคลื่อนไหวทางสังคม ในกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง อาทิ ชาวปกาเกอะญอ

ดนตรีถูกสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตเพื่อถ่ายทอด "นิเวศปัญญา" ผ่านเครื่องดนตรีอย่างเตนา หรือบทเพลงกล่อมเด็กและเพลงบทกลอน (ธา) ที่บรรจุคำสอนเรื่องการเคารพป่าต้นน้ำและการสรรเสริญธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกเชิงวัฒนธรรมในการควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ในช่วงทศวรรษ 2520–2530 บทเพลงรักษ์โลกในเมืองได้เติบโตขนานไปกับการขยายตัวของกระแสอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์หลังการสูญเสีย สืบ นาคะเสถียร ศิลปินในกลุ่มเพลงเพื่อชีวิตและศิลปินร่วมสมัยได้ใช้ดนตรีเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทำลายป่าและการรุกรานของทุนนิยม ทำหน้าที่เป็นวาทกรรมตอบโต้เพื่อกระตุ้นสำนึกพลเมืองในวงกว้าง

ในศตวรรษที่ 21 บทบาทของดนตรีเพื่อสิ่งแวดล้อมได้ยกระดับจากการส่งสารผ่านเนื้อร้องไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมดนตรีโดยตรง เห็นได้จากการเติบโตของเทศกาลดนตรีเชิงนิเวศ (Eco-Friendly Festivals) ทั้งในระดับสากลและระดับภูมิภาค เช่น Wonderfruit ในประเทศไทย หรือ Rainforest World Music Festival ในประเทศมาเลเซีย ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการใช้วัสดุชีวภาพสร้างเวที ตลอดจนการประกาศปฏิญญาความยั่งยืนของศิลปินระดับโลกในการทัวร์คอนเสิร์ตด้วยพลังงานหมุนเวียน

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า นิเวศดนตรีวิทยาชี้ให้เราเห็นสายสัมพันธ์ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันระหว่างสุนทรียศาสตร์และธรรมชาติ เสียงดนตรีจึงมิได้เป็นเพียงกระจกเงาสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือพลังทางวัฒนธรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนเจตคติ ค่านิยม และพฤติกรรมของมนุษย์ ให้กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกับระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า