กฎหมายอย่างเดียวรักษาป่าไม้ได้ ; บทเรียนจากคอสตาริกาที่ประเทศไทยควรเรียนรู้

รักษาป่าด้วยการผนวกพื้นที่อนุรักษ์ ประกาศพื้นที่คุ้มครอง บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และเพิ่มบทลงโทษต่อผู้บุกรุกป่ายังไม่เพียงพอ

เพราะการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย หากเป็นเรื่องของการออกแบบนโยบายที่ทำให้ผู้คนเห็นคุณค่าของการรักษาป่า และมีแรงจูงใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์

ประเทศคอสตาริกาเป็นตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แม้ในอดีตจะเผชิญปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง แต่สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพกลับมาได้อย่างน่าประทับใจ

ผลการศึกษาของ Kathryn A. Tafoya และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Environmental Science เมื่อปี ค.ศ. 2020 ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของคอสตาริกาไม่ได้เกิดจากนโยบายใดนโยบายหนึ่ง หากเกิดจากการทำงานร่วมกันของ "ชุดนโยบายด้านการอนุรักษ์" (Conservation Portfolio) ที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ

คณะนักวิจัยศึกษาพื้นที่อนุรักษ์ 4 ภูมิภาคของประเทศ เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าระหว่างปี 2001–2017 สำรวจความหลากหลายของลิงป่า ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของประชาชนในมาตรการอนุรักษ์ต่าง ๆ ได้แก่ พื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) ระบบการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อบริการของระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services: PES) และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism)

ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีมาตรการอนุรักษ์หลายรูปแบบทำงานร่วมกัน และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด มีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าต่ำที่สุด พร้อมทั้งมีความหนาแน่นและความหลากหลายของสัตว์ป่าสูงกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะลิงแมงมุม ลิงฮาวเลอร์ และลิงคาปูชิน ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการกระจายเมล็ดพันธุ์และช่วยให้ป่าฟื้นตัวตามธรรมชาติ

งานวิจัยยังพบว่า แม้พื้นที่คุ้มครองจะช่วยลดการสูญเสียป่าได้ แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการตัดไม้ได้ทั้งหมด ทั้งในและนอกเขตอนุรักษ์ แสดงให้เห็นว่าการพึ่งพากฎหมายหรือการประกาศพื้นที่คุ้มครองเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอสำหรับการรักษาป่าในระยะยาว

หนึ่งในกลไกสำคัญคือระบบ Payment for Ecosystem Services (PES) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของเจ้าของที่ดินจากผู้ใช้ทรัพยากร มาเป็นผู้พิทักษ์ป่า โดยรัฐจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ที่รักษาป่า ปลูกป่า หรือทำวนเกษตรภายใต้เงื่อนไขที่ต้องดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การอนุรักษ์กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้ และสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

เมื่อระบบพื้นที่คุ้มครอง ระบบ PES และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทำงานร่วมกัน จึงเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทั้งการลดการตัดไม้ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน

บทเรียนจากคอสตาริกาจึงชี้ให้เห็นว่า การอนุรักษ์ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรพึ่งพาเครื่องมือเพียงชนิดเดียว แต่ต้องออกแบบนโยบายหลายด้านให้เกื้อหนุนกัน ทั้งด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ และด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

สำหรับประเทศไทย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน การปลูกต้นไม้หรือการประกาศพื้นที่อนุรักษ์เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจผ่านระบบ Payment for Ecosystem Services (PES) ควบคู่กับการคุ้มครองพื้นที่และการสร้างรายได้จากการใช้ประโยชน์ที่ไม่ทำลายธรรมชาติ

เมื่อประชาชนได้รับผลตอบแทนจากการรักษาป่า การอนุรักษ์ก็จะไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายเดียว แต่จะกลายเป็นผลประโยชน์ร่วมของชุมชน เจ้าของที่ดิน ภาคธุรกิจ และสังคมทั้งหมด

นั่นคือบทเรียนสำคัญที่คอสตาริกามอบให้ และเป็นบทเรียนที่ประเทศไทยควรนำมาปรับใช้ หากต้องการให้ผืนป่าของเราคงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

ข้อมูล ; https://www.frontiersin.org/journals/environmental-science/articles/10.3389/fenvs.2020.580724/full?utm_source=chatgpt.com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดนตรีนิเวศ Ecomusicology

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า