ไม่มีใครปลูกป่าบนท้องที่หิว ; บทเรียนจากจีน คอสตาริกา และสหรัฐอเมริกา
ต้นไม้ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเติบโต แต่รายจ่ายของครอบครัวเกิดขึ้นทุกวัน
นี่เป็นคำพูดของชาวบ้านที่มักจะได้ยินได้ฟังเมื่อชวนปลูกไม้ยืนต้น ผมเลยค้นดูตัวอย่างในต่างประเทศ ว่าเขามีวิธีการและแนวทางอย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เขาหัวโล้นและพบว่า หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเขาหัวโล้น ไม่ได้เริ่มต้นจากการปลูกป่าเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มต้นจากการช่วยให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดในช่วงเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่เดือดร้อน
ประเทศ"จีน"เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง
เมื่อ 20 กว่าปีก่อน พื้นที่ราบสูงดินเหลือง หรือ Loess Plateau เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เสื่อมโทรมที่สุดของโลก ภูเขาหลายแห่งถูกใช้ปลูกพืช ดินถูกชะล้างอย่างรุนแรง แม่น้ำเต็มไปด้วยตะกอนยังไม่พอ ปัญหาความยากจนยังซ้ำเติมรุนแรงขึ้น
รัฐบาลจีนตระหนักว่า การสั่งให้เกษตรกรหยุดใช้พื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงเริ่มโครงการ Grain for Green โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกบนพื้นที่ลาดชันไปสู่การปลูกป่า ไม้ผล และไม้ยืนต้น
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลจ่ายทั้ง "เงินสดและธัญพืช" ชดเชยให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,250-3,150 หยวนต่อเฮกตาร์/ปี หรือประมาณ 11,000-16,000 บาทต่อเฮกตาร์/ปี พร้อมกับสนับสนุนกล้าไม้ ความรู้ และการพัฒนาอาชีพทางเลือกอีกราว 1,800-2,500 บาทต่อไร่/ปี
ตัวเลขดังกล่าวอาจขี้ปะติ๋วในสายตาของคนเมือง แต่เพียงพอที่จะช่วยให้ครอบครัวเกษตรกรจำนวนมากสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินโดยไม่ต้องสูญเสียรายได้ทั้งหมดในทันที
ในอีกฟากหนึ่งของโลก ประเทศ"คอสตาริกา"เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป รัฐบาลคอสตาริกามองว่าป่าไม้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะเจ้าของที่ดิน แต่ยังสร้างน้ำสะอาด อากาศที่ดี ความหลากหลายทางชีวภาพ และการดูดซับคาร์บอนให้กับคนทั้งประเทศ เมื่อสังคมได้รับประโยชน์ร่วมกัน สังคมก็ควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกันเช่นกัน
คอสตาริกาจึงพัฒนาระบบ Payment for Ecosystem Services หรือ PES ซึ่งเป็นการ "จ่ายค่าตอบแทน" ให้กับผู้ที่รักษาและฟื้นฟูป่า เกษตรกรที่รักษาป่าเดิมหรือปลูกป่าใหม่จะได้รับค่าตอบแทนจากรัฐ โดยการอนุรักษ์ป่าจะได้รับเงินประมาณ 44-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อเฮกตาร์ต่อปี หรือ 229 - 572 บาทต่อไร่/ปี ส่วนการปลูกป่าใหม่จะได้รับมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของโครงการ
แนวคิดสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่อยู่ที่การยอมรับว่าผู้ดูแลป่ากำลังสร้างคุณค่าให้กับสังคม และควรได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม
ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลเลือกใช้วิธีที่แตกต่างออกไปอีกขั้น ผ่านโครงการ Conservation Reserve Program หรือ CRP เกษตรกรสามารถนำพื้นที่ที่เปราะบางต่อการพังทลายหรือไม่เหมาะสมต่อการผลิตออกจากระบบเกษตรชั่วคราว เพื่อปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัว
รัฐบาลจะ"จ่ายค่าเช่าที่ดิน"ให้กับเจ้าของพื้นที่ พร้อมสนับสนุน"ค่าใช้จ่าย"ในการปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ หรือฟื้นฟูระบบนิเวศ
ในหลายพื้นที่ เกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนเฉลี่ยประมาณ 150-350 ดอลลาร์ต่อเอเคอร์ต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 2,000-4,700 บาทต่อไร่/ปี
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบาลกำลังจ่ายเงินเพื่อให้ธรรมชาติมีเวลาฟื้นตัว และจ่ายเงินเพื่อให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง แม้จีน คอสตาริกา และสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีการแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ
พวกเขาไม่ได้มองเงินสนับสนุนเหล่านี้เป็นเงินสงเคราะห์ แต่มองว่าเป็นการ "ลงทุน" เพื่อให้เกิดป่าในอนาคต เพื่อรักษาต้นน้ำ เพื่อลดการพังทลายของดิน และเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมให้กับคนทั้งประเทศ
สำหรับประเทศไทย หากต้องการฟื้นฟูภูเขาหัวโล้นจากการปลูกพืชเชิงเดียวในเขตป่า 3,721,858 ไร่ หรือเอาแค่หลักหมื่นไร่ การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะต้นไม้ต้องการเวลา แต่คนต้องการรายได้ในวันนี้
การสร้าง "กองทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน" การส่งเสริมระบบวนเกษตร การปลูกไม้ผล และไม้เศรษฐกิจ รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ดูแลพื้นที่ต้นน้ำ เป็นทางเลือกที่ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
บทเรียนหลายประเทศชี้ตรงกันว่า พื้นที่สีเขียวไม่ได้เกิดขึ้นจากคำสั่งเพียงอย่างเดียว หากเกิดขึ้นจากการทำให้ผู้คนมองเห็นว่า การรักษาต้นไม้คือส่วนหนึ่งของอนาคตทางเศรษฐกิจของพวกเขาเอง เมื่อคนอยู่ได้ ป่าก็มีโอกาสเติบโต และเมื่อป่ากลับมา สังคมทั้งหมดก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน
เขียน : #สมเกียรติมีธรรม
แหล่งข้อมูล ; World Bank/FAO
UN Forum on Forests (UNFF)
FONAFIFO, Costa Rica
USDA/ State Forestry Administration of China
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น