เศรษฐศาสตร์ของการรักษาป่า นโยบายที่เป็นไปได้

ทุกปี ประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการแก้ปัญหาไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลป่า ต้นน้ำ และระบบนิเวศอยู่ทุกวัน กลับแทบไม่มีระบบตอบแทนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม


ในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ เราเห็นชาวบ้านและชุมชนเป็นด่านแรกในการดูแลรักษา ป้องกัน และฟื้นฟู ดินน้ำป่ามากมาย ผ่านความเชื่อ พิธีกรรม กำหนดกติกาดูแลป่าร่วมกัน และปลูกป่า ทำฝายชะลอน้ำ สืบชะตาป่า-แม่น้ำ ทำเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ มาจนถึงการปรับเปลี่ยนปลูกไม้ยืนต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เขาหัวโล้น

พอในยามวิกฤติไฟป่า ชาวบ้านและชุมชนก็เป็นคนด่านหน้ากลุ่มแรก ที่เข้าไปทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และเข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่า

ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือการสูญเสียระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ขึ้นมา กลไกการเยียวยาที่มีอยู่กลับมีข้อจำกัดมากมาย การช่วยเหลือส่วนใหญ่ยังอาศัยเงินสงเคราะห์จากมูลนิธิ การบริจาคของภาคเอกชน หรือการสนับสนุนจากสังคม มากกว่าการมีระบบรองรับที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสาธารณะ

แต่ทว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากการดูแลรักษา การ ป้องกัน และฟื้นฟูดินน้ำป่า ที่ขาวบ้านและชุมชนทำร่วมกันที่ผ่านมา มิได้จำกัดอยู่เฉพาะคนในชุมชนเท่านั้น หากแต่ขยายไปสู่สังคมวงกว้างผ่านการรักษาต้นน้ำ การลดความรุนแรงของไฟป่า การลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติ

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ชุมชนผลิตขึ้นมิใช่เพียงผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ หากแต่เป็น "บริการสาธารณะ" ที่ทั้งประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ในทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เรียกว่า "บริการของระบบนิเวศ" (Ecosystem Services) ซึ่งปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากงานประเมินระบบนิเวศแห่งสหัสวรรษ (Millennium Ecosystem Assessment) และถูกนำมาใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศแล้ว

หากพิจารณาภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าวก็จะเห็นได้ว่า ชุมชนท้องถิ่นมิได้เป็นเพียง "ผู้ใช้ทรัพยากร" หากแต่เป็น "ผู้ผลิตบริการของระบบนิเวศ" ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนทั้งประเทศอีกด้วย

ดังนั้น ถ้ามองในเชิงนโยบายจึงไม่ใช่เพียงว่า จะส่งเสริมการอนุรักษ์อย่างไร แต่คือ จะออกแบบกลไกทางเศรษฐกิจอย่างไรเพื่อให้ผู้ที่สร้างบริการเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม

ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศได้พัฒนากลไกที่เรียกว่า Payment for Ecosystem Services (PES) หรือระบบตอบแทนบริการระบบนิเวศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติกับผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาระบบนิเวศ

ตัวอย่างที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง คือ ประเทศคอสตาริกา ซึ่งจัดตั้งกองทุนระดับชาติและใช้รายได้จากภาษีเชื้อเพลิง รวมถึงแหล่งเงินทุนอื่น ๆ มาจ่ายค่าตอบแทนแก่เจ้าของที่ดินและชุมชนที่อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ส่งผลให้พื้นที่ป่าของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นต้นแบบของการเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าจะมีกองทุนสิ่งแวดล้อมและกองทุนภาครัฐหลายรูปแบบ แต่การเข้าถึงของชุมชนยังมีข้อจำกัดจากขั้นตอนการบริหาร การจัดทำโครงการ และเงื่อนไขทางราชการ ส่งผลให้กลไกการสนับสนุนยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ดูแลทรัพยากรในระดับพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

หากประเทศไทยยอมรับว่า ป่าไม้ ต้นน้ำ และระบบนิเวศ คือทุนธรรมชาติของประเทศ ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาทุนดังกล่าวก็ควรได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกับผู้ผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ เพราะการรักษาป่าไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติ หากคือการผลิตบริการสาธารณะที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดนตรีนิเวศ Ecomusicology

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า