ภูเขาหัวโล้นถูกกฎหมาย ; เมื่อการฟื้นฟูป่าไม้ได้เริ่มจากการยึดที่ดินคืน
คอมเมนต์ที่เห็นบ่อยพอควรเวลาโพสต์เรื่องภูเขาหัวโล้นคือ"ก็ปลูกป่าสิ"
"ยึดพื้นที่คืนแล้วปลูกป่า" หรือ "เอาคนออกจากป่า ป่าก็กลับมาเอง"
เป็นธรรมดาครับ เมื่อเห็นแค่ภาพภูเขาหัวโล้น เห็นพื้นที่สีเขียวที่หายไป ก็ย่อมอยากเห็นต้นไม้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
แต่ปัญหาคือ ภูเขาหัวโล้นจำนวนไม่น้อยในวันนี้ มีผู้ได้รับการรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกกฎหมายอยู่แล้ว
นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่มักหายไปจากการถกเถียงในสังคม
หลายคนยังเข้าใจว่าภูเขาหัวโล้นทั้งหมดเป็นพื้นที่บุกรุกป่า และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการยึดคืนพื้นที่หรือปลูกป่าทดแทน
แต่ในความเป็นจริง พื้นที่จำนวนไม่น้อยได้ผ่านกระบวนการรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและการทำกินจากภาครัฐมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจการครอบครองเดิม มติคณะรัฐมนตรีในหลายยุคสมัย การจัดที่ดินทำกินในรูปแบบ สปก., คทช. รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชน
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่เหล่านี้อาจเคยเป็นปัญหาในอดีต แต่ปัจจุบันมีสถานะทางกฎหมายที่เปลี่ยนไปจำนวนไม่น้อย
เมื่อสิทธิการใช้ประโยชน์ได้รับการรับรองแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่า "จะเอาที่ดินคืนจากใคร" แต่คือ "จะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่มีผู้ถือสิทธิ์อยู่แล้ว กลับมามีต้นไม้มากขึ้น" นี่คือโจทย์ที่แท้จริงของการฟื้นฟูภูเขาหัวโล้น
เพราะการปลูกป่าบนพื้นที่ว่างเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การฟื้นฟูพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยและทำกินอยู่แล้ว เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
เราไม่สามารถมองข้ามข้อเท็จจริงเรื่องสิทธิในที่ดิน และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยคำตอบง่าย ๆ ว่า "ปลูกป่า" เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องทำคือการออกแบบระบบการใช้ที่ดินใหม่ ให้ต้นไม้กลับมาอยู่ร่วมกับการทำกินได้ เปลี่ยนพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวให้เป็นระบบวนเกษตร เพิ่มไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล และไม้ใช้สอยเข้าไปในพื้นที่ทำกิน สร้างรายได้จากต้นไม้ให้กับเกษตรกร และทำให้การปลูกต้นไม้กลายเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือสิทธิ์ในที่ดินเอง
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาภูเขาหัวโล้นไม่ได้อยู่ที่เราไม่รู้วิธีปลูกป่า แต่อยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่แล้ว เห็นว่าการมีต้นไม้มากขึ้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและเศรษฐกิจของพวกเขาด้วย
เมื่อถึงวันนั้น การฟื้นฟูภูเขาหัวโล้นจะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนกับป่า แต่จะเป็นการสร้างอนาคตที่คนอยู่ได้ และภูเขากลับมาเขียวได้พร้อมกัน
"ยึดพื้นที่คืนแล้วปลูกป่า" หรือ "เอาคนออกจากป่า ป่าก็กลับมาเอง"
เป็นธรรมดาครับ เมื่อเห็นแค่ภาพภูเขาหัวโล้น เห็นพื้นที่สีเขียวที่หายไป ก็ย่อมอยากเห็นต้นไม้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
แต่ปัญหาคือ ภูเขาหัวโล้นจำนวนไม่น้อยในวันนี้ มีผู้ได้รับการรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกกฎหมายอยู่แล้ว
นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่มักหายไปจากการถกเถียงในสังคม
หลายคนยังเข้าใจว่าภูเขาหัวโล้นทั้งหมดเป็นพื้นที่บุกรุกป่า และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการยึดคืนพื้นที่หรือปลูกป่าทดแทน
แต่ในความเป็นจริง พื้นที่จำนวนไม่น้อยได้ผ่านกระบวนการรับรองสิทธิการอยู่อาศัยและการทำกินจากภาครัฐมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจการครอบครองเดิม มติคณะรัฐมนตรีในหลายยุคสมัย การจัดที่ดินทำกินในรูปแบบ สปก., คทช. รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินระหว่างรัฐกับประชาชน
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พื้นที่เหล่านี้อาจเคยเป็นปัญหาในอดีต แต่ปัจจุบันมีสถานะทางกฎหมายที่เปลี่ยนไปจำนวนไม่น้อย
เมื่อสิทธิการใช้ประโยชน์ได้รับการรับรองแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่า "จะเอาที่ดินคืนจากใคร" แต่คือ "จะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่มีผู้ถือสิทธิ์อยู่แล้ว กลับมามีต้นไม้มากขึ้น" นี่คือโจทย์ที่แท้จริงของการฟื้นฟูภูเขาหัวโล้น
เพราะการปลูกป่าบนพื้นที่ว่างเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การฟื้นฟูพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยและทำกินอยู่แล้ว เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
เราไม่สามารถมองข้ามข้อเท็จจริงเรื่องสิทธิในที่ดิน และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยคำตอบง่าย ๆ ว่า "ปลูกป่า" เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องทำคือการออกแบบระบบการใช้ที่ดินใหม่ ให้ต้นไม้กลับมาอยู่ร่วมกับการทำกินได้ เปลี่ยนพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวให้เป็นระบบวนเกษตร เพิ่มไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล และไม้ใช้สอยเข้าไปในพื้นที่ทำกิน สร้างรายได้จากต้นไม้ให้กับเกษตรกร และทำให้การปลูกต้นไม้กลายเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือสิทธิ์ในที่ดินเอง
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาภูเขาหัวโล้นไม่ได้อยู่ที่เราไม่รู้วิธีปลูกป่า แต่อยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่แล้ว เห็นว่าการมีต้นไม้มากขึ้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและเศรษฐกิจของพวกเขาด้วย
เมื่อถึงวันนั้น การฟื้นฟูภูเขาหัวโล้นจะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างคนกับป่า แต่จะเป็นการสร้างอนาคตที่คนอยู่ได้ และภูเขากลับมาเขียวได้พร้อมกัน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น