สิทธิของธรรมชาติ ; บทเรียนจากเอกวาดอร์ โบลิเวีย นิวซีแลนด์ แคนาดา
สืบเนื่องมาจากบทความ "สิทธิของต้นไม้" ผมค้นต่อไปไม่หยุด พบว่าหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ไม่เน้น "มนุษย์เป็นศูนย์กลาง" (Anthropocentrism) ในการออกกฎหมายและระเบียบต่างๆ
มีการพูดถึง "สิทธิของธรรมชาติ" (Rights of Nature) ในสถานะ"นิติบุคคล" ที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการดำรงอยู่และได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับมนุษย์มากขึ้น
การขับเคลื่อนแนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎีในกระดาษ แต่เป็นการยอมรับและบังคับใช้จริงแล้วหลายประเทศทั่วโลก
1. เอกวาดอร์ : จุดเริ่มต้นของ "สิทธิของธรรมชาติ"
เอกวาดอร์เป็นประเทศแรกของโลกที่บรรจุ "สิทธิของธรรมชาติ" หรือ "ปาชามามา" (Pachamama) ไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2008 ถือเป็นการพลิกแนวคิดทางกฎหมายครั้งสำคัญจากการคุ้มครองธรรมชาติเพื่อมนุษย์ ไปสู่การยอมรับว่าธรรมชาติมีสิทธิ์ในตัวเอง
รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ธรรมชาติมีสิทธิ์ในการดำรงอยู่ เจริญเติบโต และฟื้นฟูวัฏจักรชีวิตของตนเอง
ในทางปฏิบัติ ประชาชนทุกคนสามารถเป็นผู้แทนของธรรมชาติในการฟ้องร้องคดีต่อศาลได้ ตัวอย่างสำคัญคือ คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ในป่าอนุรักษ์ลอส เซดรอส (Los Cedros) โดยเห็นว่าการทำเหมืองละเมิดสิทธิของผืนป่าและระบบนิเวศ
2. โบลิเวีย : ยกระดับ "แม่ธรณี" เป็นผู้ทรงสิทธิ
ในปี 2012 โบลิเวียได้ประกาศใช้ "กฎหมายกรอบว่าด้วยมารดาโลกและการพัฒนาที่ครอบคลุมเพื่อชีวิตที่ดี" (Framework Law on Mother Earth)
กฎหมายฉบับนี้รับรองให้ธรรมชาติเป็นผู้ทรงสิทธิ โดยกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานหลายประการ เช่น สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการคงอยู่ของวัฏจักรธรรมชาติ สิทธิในอากาศบริสุทธิ์ และสิทธิในน้ำสะอาด
ในทางปฏิบัติ มีการจัดตั้งกลไกผู้ตรวจการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้แทนและผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของธรรมชาติในการดำเนินงานของรัฐและกระบวนการทางกฎหมาย
3. นิวซีแลนด์ : คืนสถานะนิติบุคคลให้แม่น้ำและผืนป่า
นิวซีแลนด์เลือกใช้แนวทางรับรองสิทธิของธรรมชาติเป็นรายพื้นที่ โดยผสานกฎหมายสมัยใหม่เข้ากับโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองเมารี
ในปี 2014 พื้นที่ Te Urewera ถูกเปลี่ยนสถานะจากอุทยานแห่งชาติให้เป็นนิติบุคคลที่มีสิทธิ์ของตนเอง และในปี 2017 แม่น้ำ Whanganui ก็ได้รับการรับรองให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายภายใต้กฎหมาย Te Awa Tupua
ในทางปฏิบัติ มีการแต่งตั้งผู้แทนร่วมจากรัฐบาลและชนพื้นเมืองเมารี เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลและปกป้องผลประโยชน์ของแม่น้ำและผืนป่าในฐานะเจ้าของสิทธิ์
4. แคนาดา : จุดเริ่มต้นของการรับรองสิทธิของต้นไม้
ในเดือนมิถุนายน 2026 เมือง Terrasse-Vaudreuil รัฐควิเบก ได้กลายเป็นเมืองแรกของแคนาดาที่รับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของต้นไม้" (Universal Declaration of the Rights of the Tree)
สภาเมืองรับรองหลักการว่าต้นไม้มีสิทธิ์ในการดำรงอยู่ เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ คงความสมบูรณ์ และได้รับการฟื้นฟูเมื่อได้รับความเสียหาย
ในทางปฏิบัติ เมืองได้ปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองเรือนยอดต้นไม้ (Tree Canopy) กำหนดเงื่อนไขการตัดต้นไม้อย่างเข้มงวด และบังคับให้มีการปลูกทดแทนเมื่อมีการโค่นต้นไม้
บทเรียนจากประเทศต่างๆ เหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า การมอบ"สิทธิของธรรมชาติ"ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ทรงพลัง ที่ไม่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้นมีสิทธิ์ฟ้องศาลได้ ประชาชนคนธรรมดา ชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆก็เป็นปากเป็นเสียงให้ธรรมชาติได้เช่นกัน
และในวันนี้ โลกกำลังยอมรับว่า "ผืนป่าและสายนที" ก็ควรมีทนายความและมีสิทธิ์ปกป้องตัวเองจากการถูกทำลายเช่นกัน ซึ่งนี่อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกู้คืนสมดุลระหว่างมนุษย์และโลกใบนี้ได้ในวันที่โลกเดือด
ข้อมูลอ้างอิง ;
1. กรอบกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของธรรมชาติหรือสิทธิของแม่ธรณี (Framework Law for the Protection of the Rights of Nature or the Rights of Mother Earth) โดย จุฬาพัฒน์ กีรติภูมิธรรม, สุนีย์ มัลลิกะมาลย์, ม.บูรพา https://opac1.lib.buu.ac.th/medias3/j00187994/politic10n2p583-615.pdf
2. Ecological Jurisprudence: The Law of Nature and the Nature of Law เขียนโดย Alessandro Pelizzon นักวิชาการด้านกฎหมายจาก University of the Sunshine Coast ประเทศออสเตรเลีย https://research.usc.edu.au/esploro/outputs/book/Ecological-Jurisprudence-The-Law-of-Nature/991103243702621
3. https://www.thaiclimatejusticeforall.com/?p=5899
https://www.gchumanrights.org/preparedness/from-human-rights-to-rights-of-nature/
4. https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1240217?fbclid=IwdGRzaASuuZFjbGNrBK65imV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHggeHOWgjM-tyefYZm3IOLlcmu9Qe1_M1PAl_VRMB6pxL9Zn6g4E8Y4Zh2RW_aem_08_KkSuVP3LwftDfgekczA
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น