Community Forest Blockchain : กลไกทางสังคมเพื่อสนับสนุนผู้ให้บริการระบบนิเวศ

การฟื้นฟูป่าและการดูแลระบบนิเวศมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของรัฐ ชุมชน หรือองค์กรอนุรักษ์ แต่ในความเป็นจริง ป่าชุมชนที่ได้รับการดูแลไม่ได้สร้างประโยชน์ทางตรงเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น

หากแต่ยังสร้าง “บริการระบบนิเวศ” (Ecosystem Services) ให้แก่สังคมวงกว้าง ทั้งการกักเก็บคาร์บอน การรักษาคุณภาพอากาศ การสร้างและรักษาแหล่งน้ำ การป้องกันการพังทลายของดิน และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย
เพราะเหตุนี้ ผู้ที่ปลูกและดูแลป่าจึงอยู่ในฐานะ “ผู้ให้บริการระบบนิเวศ” (Ecosystem Service Providers) เพราะสิ่งที่พวกเขาดูแล ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกับตนเองหรือชุมชน แต่เป็นประโยชน์ที่สังคมทั้งหมดได้รับร่วมกัน
หนึ่งในกลไกที่ผมนำเสนอในบทความก่อนนี้ เพื่อที่จะให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนผู้ทำหน้าที่ดูแลระบบนิเวศก็คือ “กลไกทางสังคม” (Social Mechanism) ซึ่งต้องอาศัยการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของสังคม เพื่อเปลี่ยน “การบริจาคเพื่อปลูกต้นไม้” ไปสู่ “การสนับสนุนผู้ให้บริการระบบนิเวศ”
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีความไว้วางใจและความโปร่งใส ผู้สนับสนุนต้องรับรู้ได้ว่า เงินของตนถูกนำไปใช้ที่ใด พื้นที่อยู่ตรงไหน ใครเป็นผู้ปลูก ใครเป็นผู้ดูแล และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นอย่างไร
ตรงนี้เองที่เทคโนโลยี Blockchain เข้ามามีบทบาทในฐานะโครงสร้างพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ (Trust Infrastructure) ไม่ใช่การนำป่ามาแปลงเป็นโทเคนหรือสินทรัพย์เพื่อการซื้อขาย
แต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างระบบที่สามารถติดตามและตรวจสอบเส้นทางของการสนับสนุน ตั้งแต่เงินสนับสนุน → พื้นที่ → การปลูก → ผู้ดูแล → การติดตามผล → บริการระบบนิเวศ
ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ฟื้นฟู การปลูกต้นไม้ การดูแล และการติดตามผล เชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงพื้นที่ (GIS) ภาพถ่ายภาคสนาม ภาพดาวเทียม หรือข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อให้ผู้สนับสนุนสามารถติดตามได้ว่า การสนับสนุนของตนเองนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ถึงกระนั้นเทคโนโลยี Blockchain ก็ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมด ยังต้องอาศัยระบบตรวจสอบภาคสนาม การมีส่วนร่วมของชุมชน และกลไกธรรมาภิบาล หรือแม้แต่การสร้างกิจกรรมต่างๆ ล้วนเป็นการตรวจภาคสนามให้เกิดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ในมุมนี้ Community Forest Blockchain จึงไม่ใช่การสร้าง “ตลาดซื้อขายป่า” แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างสังคมกับผู้ดูแลระบบนิเวศ ทำให้ประชาชนมองเห็นและเข้าใจว่า คนที่ปลูกและดูแลป่ากำลังสร้างคุณค่าที่สังคมได้รับร่วมกัน โดยมี Blockchain เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความไว้วางใจ เชื่อมโยงผู้คน เงินทุน ชุมชน ป่า และบริการระบบนิเวศเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดนตรีนิเวศ Ecomusicology

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า