ป่าสังคม บนฐานของบริการระบบนิเวศ (ECOSYSTM SERVICES)
อยู่กับชาวบ้านเสาะล่าหากินกับป่ามานาน เพิ่งสังเกตุว่า การจำแนกประเภทของป่าในสังคมไทยที่ผ่านมา มีพัฒนาการควบคู่กับวิถีชีวิตของผู้คนมาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเป็นป่าชุมชน ป่าใช้สอย ป่าต้นน้ำ ป่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าผี ป่าเดปอ ป่าช้า ป่าครอบครัว ป่าอนุรักษ์ ป่านันทนาการ ฯ
แม้จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน แต่ล้วนตั้งอยู่บนหลักคิดเดียวกัน คือการจำแนกตามความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับป่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแล ผู้ใช้ประโยชน์ หรือความเชื่อและวัฒนธรรมของชุมชน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การจำแนกประเภทของป่าในอดีตให้ความสำคัญกับบทบาทของป่าที่มีต่อชุมชนเป็นสำคัญ
เมื่อองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาแพร่หลาย ได้ขยายความเข้าใจคุณค่าของป่าออกไป ทำให้เราเห็นว่า ป่าไม่ได้สร้างคุณค่าเฉพาะแก่ผู้ที่อยู่รอบผืนป่าหรือผู้ที่เข้าไปใช้ประโยชน์โดยตรง หากยังทำหน้าที่ผลิตบริการสาธารณะให้แก่ผู้คนทั้งสังคม หรือที่เรียกว่า "บริการของระบบนิเวศ" - Ecosystem Services
ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บคาร์บอน การรักษาต้นน้ำ การฟอกอากาศ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ที่แผ่ขยายออกไปไกลเกินกว่าขอบเขตของชุมชนผู้ดูแล ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ และในหลายกรณีส่งผลต่อประชาคมโลกอีกด้วย
และถ้าเราใช้ "บริการของระบบนิเวศ" เป็นฐานในการจำแนกจะพบว่า ป่าผืนเดียวกันสามารถมีความหมายได้มากกว่าหนึ่งมิติ
ในมิติของการบริหารจัดการ ป่านั้นคือ ป่าชุมชน เพราะชุมชนเป็นผู้ดูแลและจัดการทรัพยากร แต่ในมิติของผู้ได้รับประโยชน์ ป่าผืนเดียวกันย่อมเป็น ป่าสังคม เพราะบริการของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นมิได้ตกแก่ชุมชนเพียงฝ่ายเดียว หากกระจายไปสู่คนทั้งสังคมด้วย
ดังนั้น คำว่า"ป่าสังคม" จึงมิใช่การปฏิเสธหรือแทนที่แนวคิดป่าชุมชน หากเป็นการเติมเต็มมิติที่ขาดหายไปในการอธิบายคุณค่าของป่า
กล่าวคือ ป่าชุมชนอธิบายว่า "ใครเป็นผู้ดูแล" ขณะที่ป่าสังคมอธิบายว่า "ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์"
เมื่อผู้ได้รับประโยชน์จากบริการของระบบนิเวศคือคนทั้งสังคม ภาระในการดูแลรักษาป่าไม่ควรตกอยู่กับชุมชนเพียงฝ่ายเดียว
แต่ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมของผู้ได้รับประโยชน์ทุกภาคส่วน ผ่านกลไกทางเศรษฐกิจและนโยบายที่เชื่อมโยงผู้ได้รับประโยชน์เข้ากับผู้ดูแลป่าอย่างเป็นระบบ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น