คอสตาริกา ; เพิ่มพื้นที่ป่าด้วยระบบ Payment for Ecosystem



คอสตาริกาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของโลก โดยสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าจากเพียง 24.4% ของพื้นที่ประเทศในปี ค.ศ. 1985 กลับมาเป็น มากกว่า 50% ภายในเวลาประมาณ 40 ปี

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากการปลูกป่าของภาครัฐเพิ่มป่าอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนมุมมองว่า "ป่าไม้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และผู้ที่ดูแลป่าควรได้รับค่าตอบแทน"

แนวคิดนี้ถูกพัฒนาเป็นระบบ Payment for Ecosystem Services (PES) หรือ การจ่ายค่าตอบแทนเพื่อบริการของระบบนิเวศ ซึ่งเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1997

หลักการของ PES คือ รัฐบาลจ่ายเงินให้เจ้าของที่ดินหรือชุมชนที่รักษาป่า ปลูกป่า หรือจัดการพื้นที่ในรูปแบบวนเกษตร เพื่อเป็นค่าตอบแทนต่อบริการที่ป่ามอบให้แก่สังคม เช่น การกักเก็บคาร์บอน การรักษาต้นน้ำ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการรักษาภูมิทัศน์ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

เงินชดเชยไม่ได้เป็นการให้เปล่า แต่เป็นการจ่ายภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำสัญญา รักษาพื้นที่ให้อยู่ในสภาพป่า ป้องกันการบุกรุกและไฟป่า ไม่ล่าสัตว์ และยอมให้หน่วยงานของรัฐติดตามตรวจสอบเป็นระยะ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็อาจถูกยกเลิกการสนับสนุน

แหล่งเงินทุนของโครงการมาจากการจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) และธนาคารโลก ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

แม้เงินชดเชยที่เจ้าของที่ดินได้รับจะไม่สูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการทำเกษตรหรือปศุสัตว์ เฉลี่ย 120 ถึง 240 บาทต่อไร่ต่อปี แต่เป็นรายได้ที่มั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำ จึงช่วยลดแรงจูงใจในการถางป่า และทำให้การรักษาป่ากลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อมาตรการ PES ทำงานร่วมกับกฎหมายคุ้มครองป่า การขยายพื้นที่อนุรักษ์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม คืออัตราการตัดไม้ลดลง พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการฟื้นฟู

จนปัจจุบันคอสตาริกามีพื้นที่เพียง 0.03% ของพื้นผิวโลก แต่เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตเกือบ 6% ของชนิดพันธุ์ที่ค้นพบทั้งหมดบนโลก

บทเรียนสำคัญจากคอสตาริกาคือ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้หรือการใช้กฎหมายควบคุม แต่ต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ผู้ถือครองที่ดินเห็นว่า

การรักษาป่ามีคุณค่ามากกว่าการทำลายป่า เมื่อผู้คนได้รับผลตอบแทนจากการอนุรักษ์ พวกเขาจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ทรัพยากร มาเป็นผู้ดูแลระบบนิเวศอย่างเต็มใจ

สำหรับประเทศไทย แนวคิด PES เป็นเครื่องมือที่ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าชุมชน พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่เกษตรที่สามารถพัฒนาเป็นวนเกษตรได้

หากสามารถออกแบบระบบที่โปร่งใส มีแหล่งเงินทุนที่มั่นคง และจ่ายค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ของการอนุรักษ์ ก็จะช่วยให้การเพิ่มพื้นที่ป่าไม่ใช่ภาระของประชาชน แต่เป็นโอกาสในการสร้างรายได้ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอ้างอิง ; https://www.frontiersin.org/journals/environmental-science/articles/10.3389/fenvs.2020.580724/full?utm_source=chatgpt.com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดนตรีนิเวศ Ecomusicology

ฉีกหน้ากากไฟป่าภาคเหนือ

สมเกียรติ มีธรรม ฯ ป่าไม้ ที่ดินทำกินและเศรษฐกิจชุมชน ความยั่งยืนของการจัดการไฟป่า